โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก
โรค Bell's palsy หรือโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ทำให้เกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีก
ผู้ป่วยจะมีอาการหลับตาไม่สนิท มุมปากตกและขยับใบหน้าซีกนั้นไม่ได้ โรค Bell's palsy ถูกตั้งชื่อตามนายแพทย์ Charles Bell ศัลยแพทย์ชาวสก็อต ผู้บรรยายสาเหตุและลักษณะของความผิดปกติที่พบในโรคนี้เป็นคนแรกตั่งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 โรค Bell's palsy เป็นโรคที่พบได้บ่อย มีอุบัติการณ์ประมาณ 20-30 คน ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี(1, 2) และจะมีอุบัติการณ์เพิ่มสูงขึ้นในผู้ป่วยที่สูงอายุ(3) ผู้ป่วยตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนสุดท้าย(4) และเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวาน(5) โดยทั่วไปโรค Bell's palsy ไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง สามารถหายได้เองแต่มักก่อให้เกิดความกังวลและสูญเสียความมั่นใจในการเข้าสังคมของผู้ป่วย นอกจากนี้อาการใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกยังอาจเกิดความผิดปกติทางระบบประสาทจากสาเหตุอื่นๆได้ เช่น Ramsey-Hunt syndrome (Zoster sine herpete), lymphoma, sarcoidosis, Lyme disease , Guillain-Barr? syndrome เป็นต้น ดังนั้นแพทย์ผู้ทำการรักษาจึงควรให้ความสนใจและตรวจร่างกายผู้ป่วยอย่างละเอียดก่อนให้การวินิจฉัยโรค
พยาธิกำเนิดของโรค Bell's palsy
เชื่อว่าอาการใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกเกิดจากการอักเสบ บวมของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ทำให้เกิดการกดทับของเส้นประสาทและหลอดเลือดต่อรูของกะโหลกศีรษะที่เส้นประสาทดังกล่าวผ่านออกมา ส่งผลให้การทำงานของเส้นประสาทดังกล่าวเสียไป สาเหตุที่ทำให้เส้นประสาทดังกล่าวเกิดการอักเสบยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดแต่เชื่อว่ามีความสัมพันธ์ กับการติดเชื้อและการเกิดขึ้นใหม่ (Reactivation) ของเชื้อไวรัสบางชนิดเช่น Herpes simplex virus type 1 (HSV-1)(6) และ Varicella zoster virus (VZV)(7) เป็นต้น
อาการของโรค Bell's palsy
ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยอาการที่เกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ได้แก่ อาการใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก หลับตาไม่สนิท มุมปากตก ซึ่งอาการดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ประมาณร้อยละ 50ของผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดศีรษะบริเวณหลังหู (Postauricular pain)(8) ซึ่งอาจมีอาการนำมาก่อนหรือตามหลังอาการหน้าเบี้ยวก็ได้ อาการตาแห้งสาเหตุจากการหลับตาไม่สนิท และปริมาณน้ำตาที่ลดลง การรับรสชาติที่ผิดปกติไป และการได้ยินเสียงที่ดังกว่าปกติในหูข้างเดียวกับที่มีหน้าเบี้ยว (Hyperacusis) ร่วมด้วยได้โดยทั่วไปการวินิจฉัยโรค Bell's palsy ใช้ประวัติและการตรวจร่างกายเป็นสำคัญ การตรวจทางห้องปฏิบัติการและรังสีวิทยาแนะนำให้ทำในรายที่มีความผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆร่วมด้วย หรือสงสัยสาเหตุอื่นๆที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว
ภาพกายวิภาคของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 (3)
การรักษาโรค Bell's palsy
แม้ว่าอาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีกในผู้ป่วยประมาณร้อยละ 70-80 จะสามารถหายเป็นปกติได้เอง แต่ผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งอาจยังคงมีอาการหน้าเบี้ยวหลงเหลืออยู่ได้ ทำให้ในปัจจุบันจึงนิยมให้การรักษาผู้ป่วยทุกรายที่มาพบแพทย์หากไม่มีข้อห้าม จากการศึกษาพบว่าการให้ยาในกลุ่ม Corticosteroid เช่นยา Prednisolone ขนาด 1 mg/kg/day จนถึง 60mg ต่อวันเป็นเวลา 7-10 วัน โดยเริ่มให้ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากเกิดอาการจะสามารถลดการอักเสบ การบวมของเส้นประสาทสมองได้ ทำให้การพยากรณ์ของโรคในระยะยาวดีกว่าผู้ป่วยที่ไมได้รับยาในกลุ่มนี้(9) เนื่องจากเชื่อว่าสาเหตุของโรค Bell's palsy อาจมีส่วนสัมพันธ์กับไวรัสในกลุ่ม Herpes ดังนั้นจึงมีการให้ยาต้านไวรัส เช่น Aciclovir และ Valaciclovir ร่วมกับการให้ยาในกลุ่ม Corticosteroid แต่จากการศึกษาเปรียบเทียบพบว่าการรักษาด้วยยาทั้งสองชนิดร่วมกันไม่มีประโยชน์ที่แตกต่างจากการให้ยา Corticosteroid เพียงตัวเดียวอย่างมีนัยสำคัญ(9, 10) นอกจากนี้แพทย์ผู้รักษาควรให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาดวงตาเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดร่วมด้วย เช่นการให้น้ำตาเทียมเพื่อป้องกันภาวะตาแห้ง การให้ผ้าปิดตาหรือขี้ผึ้งป้ายตาเพื่อป้องกันฝุ่นที่อาจเข้าตาเวลานอนหลับ เป็นต้น
การพยากรณ์โรค
แม้ว่าการรักษาด้วย Corticosteroid จะได้ผลดีแต่พบว่าผู้ป่วยประมาณร้อยละ5 (11) ยังคงมีอาการหน้าเบี้ยวมากอยู่ภายหลังการรักษา ปัจจัยที่มีผลต่อการพยากรณ์โรคที่ไม่ดีได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอายุมาก เคยมีประวัติ Bell's palsy หลายครั้ง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังหูมาก และผู้ป่วยที่มีการรับรสที่ผิดปกติร่วมด้วย
โดยทั่วไปอาการของผู้ป่วยจะเริ่มดีขึ้นภายใน 2-3 อาทิตย์แรก และจะดีขึ้นจนเป็นปกติภายใน 3-6 เดือน ผู้ป่วยบางรายอาจมีผลข้างเคียงในระยะยาวซึ่งเกิดจากเส้นประสาทต่อกันผิด (aberrant reinnervation) ทำให้มีอาการทางระบบประสาท เช่น ทานอาหารแล้วน้ำตาไหล (crocodile tear syndrome) หรือ หลับตาแล้วมุมปากขยับ(facial synkinesis) เป็นต้น
เรื่อง : นพ. ประวีณ โล่ห์เลขา หน่วยประสาทวิทยา สาขาวิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เอกสารอ้างอิง